วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

เอกภพ

  เอกภพ (จักรวาล - universe) คือ ระบบที่รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติ ข้อมูลสำคัญของเอกภพคือ เส้นสเปกตรัมของดาราจักรเลื่อนไปทางสีแดงทำให้รู้ว่าเอกภพกำลังขยายตัว
การขยายตัวของเอกภพ
     เราทราบแล้วว่าเอกภพคือแหล่งรวมทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติ รวมทั้งที่ว่างหรืออวกาศด้วย นักดาราศาสตร์ต่างได้ศึกษาเส้นสเปกตรัมจากธาตุที่อยู่ในดาราจักรแล้วพบว่า เส้นเลื่อนไปทางแดงหรือทางความถี่ต่ำแสดงว่าดาราจักรกำลังเคลื่อนที่ออกห่างไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดปัญหาข้อถกเถึยงกันถึงลักษณะของดาราจักรและเอกภพในอดีตว่าเป็นอย่างไร
     ในวงการดาราศาสตร์ได้มีทฤษฎีหนึ่งที่จะอธิบายการกำเนิดเอกภพและสาเหตุที่ดาราจักรกำลังเคลื่อนที่คือ ทฤษฎีการระเบิดใหญ่ (big-bang theory หรือทฤษฎีบิกแบง) โดย เลแมตร์ (G.Lemaitre) ได้กล่าวไว้ว่า ในอดีตเอกภพมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6,400 กิโลเมตร (4,000 ไมล์) เลอร์แมตร์ เรียกทรงกลมที่เป็นจุดกำเนิดของสสารนี้ว่า "อะตอมดึกดำบรรพ์" (Primeval Atom) เป็นอะตอมขนาดยักษ์ นำหนักประมาณ 2 พันล้านตันต่อลูกบาศก์นิ้ว (ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงกับความหมายของอะตอมในปัจจุบันที่ให้ความหมายของอะตอม ว่าเป็นส่วยย่อยของโมเลกุล) อย่างไรก็ตามนักดาราศาสตร์ได้ถกเถียงและค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทฤษฎีนี้อย่างจริงจัง และกาโมว์ (G.Gamow) เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนทฤษฎีของเลอเมตร์ จากผลการคำนวณของกาโมว์ ในขณะที่อะตอมดึกดำบรรพ์ระเบิดขึ้น จะมีอุณภูมิสูงถึง 3 x 10^9 เคลวิน (3,000,000,000 เคลวิน) หลังจากเกิดการระเบิดประมาณ 5 วินาที อุณภูมิได้ลดลงเป็น 10^9 เคลวิน (1,000,000,000 เคลวิน) และเมื่อเวลาผ่านไป 3 x 10^8 ปี (300,000,000 ปี) อุณภูมิของเอกภพลดลงเป็น 200 เคลวิน
     ในที่สุดเอกภพก็ตกอยู่ในความมืดและเย็นไปนานมากจนกระทั่งมีดาราจักรเกิดขึ้น จึงเริ่มมีแสงสว่างและอุณภูมิเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปี พ.ศ.2472 ฮับเบิล (Edwin P.Hubble) ได้ศึกษาสเปกตรัมของดาราจักรต่างๆ 20 ดาราจักร ซึ่งอยู่ไกลที่สุดประมาณ 20 ล้านปีแสง พบว่าเส้นสเปกตรัมได้เคลื่อนไปทางแสงสีแดง ดาราจักรที่อยู่ห่างออกไปจะมีการเคลื่อนที่ไปทางแสงสีแดงมาก แสดงว่าดาราจักรต่างๆ กำลังคลื่นที่ห่างไกลออกไปจากโลกทุกทีทุกทีๆ พวกที่อยู่ไกลออกไปมากๆจะมีการเคลื่อนที่เร็วขึ้น ดาราจักรที่ห่างประมาณ2.5พันล้านปีแสง มีความเร็ว 38,000 ไมล์ต่อวินาที ส่วนพวกดาราจักร ที่อยู่ไกลกว่านี้มีควาเร็วมากขึ้นตามลำดับ ความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางของดาราจักรและ ความเร็วแห่งการเคลื่อนที่ เรียกว่า "กฎฮับเบิล" ทฤษฎีนี้อาจเรียกว่า "การระเบิดของเอกภพ" (Exploding Universe) ซึ่งก็สนับสนุนกับแนวคิดของเลแมตร์เช่นกัน

โลก

 โลก (Earth)  
              โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นวงโคจรซึ่งใช้เวลา 365.25 วัน  เพื่อให้ครบ 1 รอบ ปฏิทินแต่ละปีมี 365 วัน ซึ่งหมายความว่าจะมี 1/4 ของวันที่เหลือในแต่ละปี ซึ่งทุกๆปีสี่ปีจะมีวันพิเศษ คือจะมี 366 วัน กล่าวคือเดือนกุมภาพันธ์จะมี 29 วัน แทนที่จะมี 28 วันเหมือนปกติ ตามที่เคปเลอร์ค้นพบวงโคจรของโลกไม่เป็นวงกลม ในเดือนธันวาคมมันจะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าเดือนมิถุนายน ซึ่งมันจะอยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์มากที่สุด โลกจะเอียงไปตามเส้นแกน ในเดือนมิถุนายน ซีกโลกเหนือจะเอียงไปทางดวงอาทิตย์ดังนั้น ซีกโลกเหนือจะเป็นฤดูร้อนและซีกโลกใต้จะเป็นฤดูหนาว ในเดือนธันวาคมจะเอียงจากดวงอาทิตย์ ทำให้ซีกโลกเหนือเป็นฤดูหนาวและซีกโลกใต้เป็นฤดูร้อน ในเดือนมีนาคมและกันยายน ซีกโลกทั้งสองไม่เอียงไปยังดวงอาทิตย์ กลางวันและกลางคืนจึงมีความยาวเท่ากัน ในเดือนมีนาคม ซีกโลกเหนือจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ และซีกโลกใต้เป็นฤดูใบไม้ร่วง ในเดือนกันยายน สถานการณ์จะกลับกัน
               โลกมีอายุประมาณ 4,700 ปี   โลกไม่ได้มีรูปร่างกลมโดยสิ้นเชิง เส้นรอบวงที่เส้นศูนย์สูตรยาว 40,077 กิโลเมตร (24,903 ไมล์)และที่ขั่วโลกยาว 40,009 กิโลเมตร (24,861 ไมล์) 

  
              ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ จะมีฤดูกาลเป็นของตนเองและระยะของการโคจร ความยาวของปีดาวเคราะห์เป็นเวลาที่มันหมุนรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ ถ้าคุณอยู่บนดาวพุธ ปีของคุณจะมีเพียง 88 วันของโลก บนดาวพูลโต ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่นอกสุดหนึ่งปีจะเท่ากับ 248 วันบนโลก
ดวงจันทร์               ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก โคจรรอบโลกทุกๆ 27 วัน 8 ชั่งโมง และขณะเดียวกันก็หมุนรอบแกนตัวเองได้ครบหนึ่งรอบพอดีด้วย ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์ด้านเดียว ไม่ว่าจะมองจากส่วนไหนของโลก ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง มนุษย์เพิ่งจะได้เห็นภาพ เมื่อสามารถส่งยานอวกาศไปในอวกาศได้ บนพื้นผิวดวงจันทร์ร้อนมากในบริเวณที่ถูกแสงอาทิตย์ และเย็นจัดในวริเวณเงามืด ที่พื้นผิวของดวงจันทร์มีปล่องหลุมมากมาย เป็นหมื่นๆหลุม ตั้งแต่หลุมเล็กไปจนถึงหลุมใหญ่มีภูเขาไฟและทะเลทรายแห้งแล้ง
               ดวงจันทร์เป็นดวงดาวใหญ่ที่สุด  และสว่างที่สุดในท้องฟ้ากลางคืน  ดวงจันทร์ส่องแสง  แต่แสงที่ส่องนั้นมิได้เปล่งออกมาจากดวงจันทร์เอง  ดวงจันทร์เมื่อได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ก็จะสะท้อนแสงนั้นออกมา  ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากที่สุด  แต่ก็ยังเป็นระยะทางไกลมากคือ  ระยะสิบเท่าของเส้นรอบโลกยังสั้นกว่าระยะทางจากโลกไปดวงจันทร์

วัฏจักรของดวงจันทร์                เราทราบแล้วว่า ถ้านับเดือนทางจันทรคติ แล้วดวงจันทร์จะโคจรรอบโลกหนึ่งรอบ กินเวลา 29 1/2 วัน ถ้าเรานับจุดเริ่มต้นของดวงจันทร์ที่วันเดือนดับ (New moon) เป็นช่วงที่ดวงจันทร์ อยู่เป็นเส้นตรงระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ทำให้ดวงจันทร์ทึบแสง คนบนโลกจึงมองไม่เห็นดวงจันทร์ แล้วก็เป็นวันข้างขึ้นทีละน้อย เราจะเห็นดวงจันทร์สว่างเป็นเสี้ยวทางขอบฟ้าตะวันตก และจะเห็นดวงจันทร์ขึ้นสูงจากขอบฟ้าทิศตะวันตก ไปทางทิศตะวันออก พร้อมกับมีเสี้ยวสว่างมากขึ้น พอถึงช่วงวันขึ้น 7-8 ค่ำ ดวงจันทร์จะสว่างครึ่งซีกอยู่ตรงกลางท้องฟ้าพอดี (Quarter) วันต่อมาจะเพิ่มเสี้ยวสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันขึ้น 14-15 ค่ำ ดวงจันทร์จะมาอยู่ตรงเส้น ระหว่างดวงอาทิตย์และโลก ทำให้ดวงจันทร์เกิดสว่างเต็มดวง (Full moon) หลังจากนั้นดวงจันทร์กลายเป็นข้างแรม ดวงจันทร์จะขึ้นช้าไปเรื่อยๆ จนหายไปในท้องฟ้าจะเห็นเดือนดับ แล้วก็เริ่มต้นใหม่ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ การเกิดข้างขึ้นข้างแรม เนื่องจากดวงจันทร์โคจรรอบโลก 1 รอบ เท่ากับมันโคจรรอบตัวเอง 1 รอบพอดี ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ดังนั้นเราจึงเห็นดวงจันทร์เพียงซีกเดียวตลอดเวลา 

ฟุตบอลโลก2010

ฟุตบอลโลก ฟีฟ่า 2010 เป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 19 ที่เป็นรายการแข่งขันฟุตบอลนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศแอฟริกาใต้ ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึงวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 โดยเริ่มการคัดเลือกในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2550 และมีฟุตบอลทีมชาติสมาชิกฟีฟ่า เข้าร่วมแข่งขันจำนวน 204 จาก 208 ทีม ฟุตบอลโลกครั้งนี้จึงเป็นการแข่งขันซึ่งมีประเทศเข้าร่วมแข่งขันจำนวนมากที่สุด เทียบเท่ากับจำนวนประเทศในโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 และยังเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ชาติจากทวีปแอฟริกาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน หลังจากที่แอฟริกาใต้ประมูลชนะโมร็อกโกและอียิปต์ในการเสนอชื่อ ทั้งนี้ ทีมชาติอิตาลีจะลงแข่งขันเพื่อป้องกันตำแหน่งชนะเลิศที่ได้มาในฟุตบอลโลก 2006 ซึ่งจัดขึ้นในประเทศเยอรมนี
ทีมชาติสเปนซึ่งชนะเลิศมาจากการแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เมื่อปี พ.ศ. 2551 ชนะเลิศในการแข่งขันกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ 1 ต่อ 0 ประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษ โดยอันเดรส อีเนียสตาทำประตูให้กับสเปน และทำให้ทีมสเปนชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นสมัยแรก ส่วนเจ้าภาพ, ผู้ชนะเลิศครั้งก่อนอย่างอิตาลี รวมถึงฝรั่งเศสซึ่งเป็นทีมรองชนะเลิศครั้งก่อน ล้วนแต่ตกรอบแรก โดยที่อาร์เจนตินา (รอบ 8 ทีม), บราซิล (รอบ 8 ทีม) และเยอรมนี (รอบรองชนะเลิศ) ตกรอบแพ้คัดออก


วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน

หลังจากชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามจากฝีมือมนุษย์ไปหลายที่แล้ว วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวชมธรรมชาติกันบ้าง วันนี้จะพาไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติแห่งแรกที่มีขึ้นในโลกใบนี้ นั่นคืออุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน (Yellowstone National Park) ประเทศสหรัฐอเมริกา

 
อุทยานแห่งชาติ Yellowstone ถือกำเนิดมาในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ.1872 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ.2415 ต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของไทย ครอบคลุมเนื้อที่ 3 รัฐ พื้นที่ส่วนใหญ่ถึง 96% อยู่ในรัฐไวโอมิง (Wyoming) ส่วนที่เหลืออยู่ในรัฐมอนทานา (Montana) และรัฐไอดาโฮ (Idaho)

อุทยานแห่งนี้มีเนื้อที่กว้างขวางใหญ่โต เคยเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีเนื้อที่มากเป็นอันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งมีการสถาปนาหุบเขามรณะ (Death Valley) ซึ่งเป็นทะเลทรายเวิ้งว้างกว้างใหญ่ ขึ้นเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี ค.ศ.1994 ทำให้ Yellowstone ตกลงมาเป็นอันดับสอง

 
ลักษณะสำคัญของพื้นที่แถบนี้คือมีเปลือกโลกที่บาง ทำให้ความร้อนใต้พิภพมีบทบาทสำคัญต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกส่วนนี้ เช่น น้ำพุร้อน บ่อน้ำร้อน น้ำตกหินปูน ทะเลสาบบนภูเขาที่เกิดจากการระเบิดของเปลือกโลก เนื่องจากความร้อนใต้พิภพแผ่ขึ้นมาเปลือกโลกบริเวณนี้ ทำให้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าทั้งหลายที่ต้องการความอบอุ่นโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่เย็นยะเยือก อีกด้วย

 
ไฮไลต์สำคัญของสถานที่ท่องเที่ยวใน Yellowstone ประกอบด้วย 3 ส่วนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนแรกคือเขตน้ำพุร้อนและบ่อน้ำร้อน เขตนี้จะอยู่ทางตอนใต้ของอุทยาน ประกอบไปด้วยน้ำพุร้อนและบ่อน้ำร้อนใหญ่น้อยมากมาย คำว่าน้ำพุร้อน ภาษาอังกฤษเรียกว่า geyser คนอเมริกันอ่านว่า “ไกเซอร์” แต่คนอังกฤษอ่านว่า “กีเซอร์”

 
ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคือน้ำพุ Old Faithful Geyser น่าจะแปลได้ว่าน้ำพุร้อนเก่าแก่ที่ซื่อสัตย์ น้ำพุร้อนนี้ไม่ใช่อันที่สูงที่สุด หรือใหญ่ที่สุด หรือพุ่งขึ้นนานที่สุด แต่เหตุที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดก็เพราะเป็นน้ำพุร้อนที่ขึ้นตรงเวลามาก คือประมาณทุก 91 นาที จะพุ่งขึ้น และพุ่งขึ้นเป็นเวลาประมาณ 3-5 นาที และขึ้นได้สูงถึง 130 ฟุต น้ำพุบางอันใหญ่กว่า สูงกว่า แต่ไม่แน่ว่าจะขึ้นเมื่อไหร่ อาจจะ 3 ชั่วโมง หรือเป็นวันถึงจะขึ้นที

 
ส่วนที่สองคือหุบเขาแกรนด์แคนย่อนแห่งเยลโลว์สโตน (Grand Canyon of the Yellowstone) ซึ่งมีไฮไลต์ที่สำคัญคือน้ำตกเยลโลว์สโตนอันสวยงาม จากรูปจะเห็นได้ว่าหินตรงนี้มีสีเหลือง จึงเป็นที่มาของชื่อ Yellowstone

 
จุดชมวิวต่าง ๆ ตามแนวหุบเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินต่าง ๆ สร้างสรรค์ผลงานมากมาย รวมทั้งรูปวาดที่นักสำรวจรุ่นแรกได้วาดไว้และส่งไปให้รัฐสภาของสหรัฐฯ ได้ชื่นชมจนกลายมาเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกในโลกขึ้นในที่สุด

 
ส่วนที่สามคือน้ำตกหินปูนขนาดมหึมาและมีความสวยงามมาก ที่เรียกว่า “แมมมอธ ฮอตสปริง” (Mammoth Hot Spring)

 
น้ำร้อนที่ไหลพาแร่ธาตุจากใต้พื้นโลกค่อย ๆ ไหลลงมาเป็นน้ำตกจนเกิดการสะสมของหินปูนกลายเป็นชั้น ๆ ลดหลั่นลงมา สวยงามเป็นอย่างยิ่ง ส่วนนี้มีความอบอุ่นเพียงพอที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ในฤดูหนาว

 
Morning Glory Pool สระน้ำสีฟ้า-เขียว-เหลือง สีสวย ๆ ที่เห็นเป็นสีของจุลินทรีย์ที่เจริญเติบโตได้ดีในน้ำที่มีอุณหภูมิสูง

 
Grand Prismatic Spring ภาพถ่ายจากอากาศ เป็นบ่อน้ำร้อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอุทยาน เส้น ๆ ที่เห็นคือทางเดินให้คนเดินไปชมใกล้ ๆ ในรูปแทบมองไม่เห็นคนซึ่งมีขนาดเท่ามด

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

ประวัติถ้ำแก้วโกมล



  • ข้อมูลทั่วไป - ถ้ำแก้วโกมล - ถ้ำแก้วโกมล

    ถ้ำแก้วโกมล             ถ้ำแก้วโกมล อยู่ในท้องที่ตำบลแม่ลาน้อย อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยวมฝั่งซ้าย มีเนื้อที่ประมาณ 51.26 ไร่ โดยกรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2539
    ความแวววาวของหินย้อย ที่ราวกับเกล็ดเพชรของถ้ำเมืองเหนือ
    ความแวววาวของผลึกแร่แคลไซต์ สีขาวใสที่เคลือบฉาบผนังภายใน
    ถ้ำแก้วโกมล หรือที่เรียกกันว่าถ้ำน้ำแข็ง ถูกค้นพบโดยบังเอิญ เมื่อวิศวกรสำรวจเหมืองแร่ของสำนักงานทรัพยากรธรณีแม่ฮ่องสอน ขุดเจาะอุโมงค์เข้าไปตามสายแร่ ลักษณะถ้ำมีผนังแวววาว ยิ่งยามต้องแสงไฟผลึกแร่ดูงดงามดั่งเกล็ดน้ำแข็ง ถ้ำเช่นนี้พบเห็นได้เพียง 3 แห่งในโลก คือ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศจีน และประเทศไทย




    ถ้ำแก้วโกมล
    ถ้ำแก้วโกมล
    ถ้ำแก้วโกมล
    ถ้ำแก้วโกมล
    ถ้ำแก้วโกมล
    ถ้ำแก้วโกมล
    ถ้ำแก้วโกมล
    ถ้ำแก้วโกมล
    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร ยังถ้ำแม่ลาน้อย(ชื่อเดิม) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544 และได้พระราชทานนามว่า "ถ้ำแก้วโกมล" และยังพระราชทานนามให้กับถ้ำย่อย ๆ ทั้งห้าห้องของถ้ำแก้วโกมล ตามลักษณะของแต่ละห้องว่า
    1. ห้องพระทัยธาร
    2. ห้องวิมานเมฆ
    3. ห้องเฉกหิมพานต์
    4. ห้องม่านผาแก้ว
    5. ห้องเพริศแพร้วมณีบุปผา
    ซึ่งห้องที่ 5 หรือ ห้องเพริศแพร้วมณีบุปผา ถือว่าเป็นห้องที่งดงามที่สุดใน
    ถ้ำแก้วโกมล

    เนื่องจาก
    ถ้ำแก้วโกมลเป็นถ้ำที่มีผลึกแร่แคลไซท์ ซึ่งจะหากสัมผัสกับมนุษย์ ก็จะทำปฏิกิริยากับโปรตีนในเหงื่อของมนุษย์ ทำให้ดำและไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้อีก การเข้าชมถ้ำแก้วโกมล จึงห้ามจับผนังถ้ำอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้แล้ว ทางวนอุทยาน ฯ ก็ห้ามมิให้นำกระเป๋า ห้ามใส่หมวกเข้าไปในถ้ำเพื่อเป็นการรักษาถ้ำไว้ให้คงอยู่สืบไป

    ถ้ำแก้วโกมล
    ถ้ำแก้วโกมล


    ภายในถ้ำแก้วโกมลมีอากาศร้อนและเป็นที่อับ อากาศไม่สามารถถ่ายเทได้ มีออกซิเจนจำกัด ทางวนอุทยาน ฯ จึงกำหนดให้เข้าชมได้รอบละ 20 ท่าน และในแต่ละรอบ ให้ชมได้ไม่เกิน 20 นาที เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทุกท่าน

    ลักษณะภูมิประเทศ
    เป็นถ้ำผลึกแคลไซต์อยู่บนไหล่เขาสูงประมาณ 500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ปากถ้ำเป็นปากอุโมงค์ซึ่งหยุดผลิตแร่ฟลูออไรต์ พบแหล่งน้ำพุร้อนในลำห้วยแม่ฮุ ซึ่งห่างจากปากถ้ำประมาณ 800 เมตร ปัจจุบันแหล่งน้ำพุร้อนดังกล่าวถูกน้ำท่วมเนื่องจากการสร้างฝายแม่ฮุ
    พืชพรรณและสัตว์ป่า
    พบป่า 2 ชนิดคือ ป่าเบญจพรรณและป่าสนเขา ป่าเบญจพรรณประกอบด้วยไม้ขนาดกลางและไม้ขนาดเล็ก พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ สัก แดง ประดู่ เต็ง รัง เป็นต้น ไม่พบสัตว์ป่าอาศัยอยู่

    ถ้ำแก้วโกมล
    ถ้ำแก้วโกมล

    สามารถชมถ้ำได้ทุกวัน โดยมีผู้นำชม และเมื่อเข้าชมต้องไม่สัมผัสส่วนใดๆ ของถ้ำเป็นอันขาด อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยว จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทร 0 5361 2982 และ 0 5361 2983




  •